Wayward Pines
Wayward Pines เป็นเรื่องราวของ Ethan Burke เจ้าหน้าที่ Secret Service ที่ออกไปตามหา Kate Hewson เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งที่หายตัวไป โดยระหว่างการเดินทางนั้นรถของ Ethan ได้ประสบอุบัติเหตุขึ้นหลังจากนั้นเขาก็ตื่นเข้ามาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของเมือง Wayward Pines รัฐ Idaho และพบกับโรงพยาบาลอันว่างเปล่าแบบไม่มีคน และพยาบาลแก่สุดประหลาด เขาพยายามหนีและขอความช่วยเหลือจากผู้คนในเมือง ทำให้เขาพบว่าเมืองนี้มันน่าประหลาดเหลือเกิน ผู้คนที่นี่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ (มีแต่โทรศัพท์บ้าน) พูดจาแปลก ๆ หลังจากที่เขาพยายามหนีออกจากเมือง ทำให้พบว่าถนนทุกสายมันวนกลับเข้ามาในเมืองเหมือนเดิม และยังพบว่าเมืองนี้มันมีรั้วไฟฟ้ากั้นอีกด้วย!
SPOILER ALERT! PLEASE SKIP THIS CONTENT IF YOU WANT TO HAVE FUN.
ส่วนตัวผมแล้ว Wayward Pines เป็นซี่รี่ย์อีกเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อเรื่องสนุกในแบบ Plot twist แหวกแนวอีกเรื่องหนึ่งที่ฉายภายใต้ความเป็น Dystopian-Drama ผสมกลิ่นอาย Sci-fi หน่อย ๆ โดยเน้นโจมตีแนวคิด Utopia เป็นหลัก โดยใช้ผู้ใหญ่เป็นตัวดำเนินเรื่องใน season แรกและใช้กลุ่มวัยรุ่นดำเนินเรื่องใน season ถัดมา โดยเนื้อเรื่องแท้จริงแล้วหลังจากที่ Ethan ประสบอุบัติเหตุและเขาไม่ได้ตื่นขึ้นมาในปี 2014 (เนื้อหาในเรื่อง) แต่เขาได้ตื่นขึ้นมาในปี 4028 ในเมือง Wayward Pines ที่ก่อตั้งขึ้นโดยนักวิทยาศาศตร์ที่ชื่อว่า Dr. David Pilcher
ร้องอ้าวกันเลยทีเดียว คำถามแรกในหัวคือมันมาไกลขนาดนี้กันได้ยังไง ตั้ง 2,000 ปี ไม่แก่ตายจนกระดูกเละผงไปแล้วเหรอ แน่นอนว่าความเป็นซีรี่ย์ Sci-fi จึงให้คำตอบว่าไอเจ้าด็อกเตอร์บ้านี่มันได้ทำการคัดเลือกผู้คนต่าง ๆ ที่มีความสามารถโดดเด่นต่างกันเอาไว้ และลักพาตัวมาวางยาสลบแล้วจับเข้าเครื่องแช่แข็งที่เรียกว่า Cyrogenic Pod เพื่อที่ทำให้หลับและหยุดการเติบโตเอาไว้และจะถูกปลุกขึ้นมาเมื่อถึงเวลาที่ตั้งเอาไว้ และแน่นอนว่าด็อกเตอร์นี่มันตั้งเอาไว้ถึง 2,000 ปี!
![]() |
หน้าตาของเครื่อง Cyrogenic Pod ในเรื่อง Wayward Pines |
ทำไมต้อง 2,000 ปี นั่นก็เป็นเรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้ โดยเดวิด พิลเชอร์เนี่ยค้นพบว่าในอนาคตจะมีการกลายพันธุ์ในยีนของมนุษย์ (Mutation) จนกลายเป็นตัวประหลาด นั่นก็เป็นเพราะเรากำลังทำลายสิ่งแวดล้อมและสภาพของการใช้ชีวิต ทำให้ด็อกเตอร์เดวิดคิดโปรเจ็คต์เก็บรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์เอาไว้โดยการแช่แข็งคน แล้วค่อยปลุกขึ้นมาในอีก 2,000 ปีข้างหน้า ในตอนนี้พวกมนุษย์กลายพันธุ์นั้นน่าจะตายไปจากโลกหมดแล้ว เป็นเหมือนการรีเซ็ทเวลาของโลกใหม่นั่นเอง
แต่ถ้าถามว่า ในปี 2014 ตอนที่มนุษย์อย่างเรา ๆ ยังปกติอยู่ เวลามีคนไปอธิบายเรื่องพวกนี้จะมีคนเชื่อไหม ก็ไม่แน่นอน ทำให้ด็อกเตอร์ต้องทำการรวบรวมอาสาสมัครไว้กลุ่มหนึ่ง และทำการคัดเลือกคนที่มีความสามารถโดนเด่นกันไปเอาไว้เพื่อจับเข้าไปแช่แข็งในเครื่อง ใครที่ดูไม่น่าจะร่วมมือก็ลักพากตัวเอาดื้อ ๆ ซะเลย
ปี 4028
กลุ่มของด็อกเตอร์ได้ถูกปลุกขึ้นมาอย่างที่คาดเอาไว้ โลกและอารยธรรมทั้งใบล่มสลายกลายเป็นป่าเขาเหมือนยุคก่อนอุตสาหกรรม (Pre-industrial) และพวกเขาก็พร้อมที่จะสร้างเมือง Utopia ขึ้นมาภายใต้ชื่อ Wayward Pines เพื่อสร้างประชากรมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยความเป็นซีรี่ย์ Sci-fi มันจะเป็นง่ายขนาดนั้นไม่ได้ เพราะพวกเขาตื่นขึ้นในยุคที่มนุษย์กลายพันธุ์กลายเป็นตัวประหลาดที่เรียกว่า Abbies ซาก DNA ของมนุษย์ในอดีตในเอง มันเป็นความผิดพลาดที่ด็อกเตอร์นั้นคาดไว้ว่าเวลาที่พวกเขาตื่นขึ้นมา พวกมนุษย์กลายพันธุ์จะหายไปหมดโลกแล้ว เนื่องจากด็อกเตอร์ก็ยังไม่เข้าใจกลุ่ม Abbies มากนัก นอกจากซะว่ามันดุร้าย ป่าเถื่อน พวกเขาจึงต้องไปไล่ยิงพวกมันออกจากพื้นที่และสร้างรั้วไฟฟ้ากันไว้รอบเมืองเพื่อความปลอดภัยของชาวเมืองนั่นเอง และเจ้า Abies นี่แหละที่จะเป็นคู่ปรับกับพวกมนุษย์ไปอีกนาน
![]() |
| พวก Abbies ถือไฟที่เรียนรู้มาจากมนุษย์ บุกเข้าไปเผาสวนข้าวโพดของมนุษย์ที่อยู่นอกรั้ว |
Utopia ไม่มีจริง
หลังจากที่กลุ่มด็อกเตอร์และอาสาสมัครได้ทำการสร้างเมืองเสร็จแล้ว พวกเขาก็ปลุกคนที่ลักพามาตัวให้ตื่นขึ้นในโรงพยาบาล แสร้งให้เหมือนว่าพวกเขาเกิดอุบัติเหตุและตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล เหมือนกับที่ Ethan ตัวเอกของเรื่องก็ตื่นขึ้นที่นี่เหมือนกัน ชาวเมืองทุกคนดูเหมือนจะมีความสุข เดินยิ้มสวนไปสวนมา (แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น) แต่ทุกคนกลับถูก 'พวกเขา' ในเรื่องชาวเมืองจะเรียกพวกที่คอยจัดการชีวิตทุกอย่างในเมืองว่า 'Them' เพราะชาวเมืองไม่เคยเห็นหน้าคนที่คอยบงการพวกเขาเลย เหตุผลก็มาจากการที่ กลุ่มของด็อกเตอร์เค้าทำการติดตั้งกล้องสอดแนมและไมค์โครโฟนดักฟังไว้ทั่วเมือง แม้แต่ในบ้านของชาวเมืองเอง และกลุ่มของด็อกเตอร์ก็คอยแอบสอดส่องและจัดการชาวเมืองจากศูนย์บัญชาการในภูเขาที่เรียกว่า Mountain Complex ที่นี่เองจะเป็นสถานที่เตรียมของใช้ อาหารต่าง ๆ ให้กับชาวเมือง โดยทุก ๆ คืนจะมีรถบรรทุกไปส่งอาหารให้กับชาวเมืองตามบ้าน มันดูน่าสบายเลยใช่ไหมท่านผู้ชม แต่จริง ๆ แล้วชาวเมืองเองก็ถูกควบคุมด้วยกฎเอาไว้หลัก ๆ สามข้อ ใครทำตามก็จะไม่เจอกับปัญหาอะไร ทุกคนจะช่วยกันสอดส่อง หากใครไม่ทำตามก็จะโดนฟ้องและโดนนายอำเภอจับมาปาดคอต่อหน้าชาวเมืองคนอื่น เหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู
กฎของชาวเมือง Wayward Pines
1. ไม่พูดเรื่องในอดีต (Do not discuss the past)
2. ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย (Work Hard)
3. ห้ามหนีออกจากเมือง (Do not runaway!)
2. ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย (Work Hard)
3. ห้ามหนีออกจากเมือง (Do not runaway!)
![]() |
| ชาวเมือง (โดนบังคับ) ให้มารวมตัวกันเพื่อชมการประหารชาวเมืองคนอื่นที่ทำผิดกฎ |
โดยหลัก ๆ แล้วชาวเมืองที่ถูกปลุกขึ้นมาในโรงพยาบาลจะคิดว่าโดยลักพาตัวมา (แน่หละ) และจะค่อย ๆ กลืนกลาย (Assimilation) เป็นส่วนหนึ่งกับชาวเมืองคนอื่น ๆ ตามแนวคิด Utopia ของท่านเซอร์โทมัส มอร์ ที่ด็อกเตอร์เดวิด พิลเชอร์ ในเรื่องนั้นยึดถืออยากให้เป็นนั้นมันดูจะเป็นสังคมอุดมคติ ทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน แลคล้ายเป็นสังคมขั้นสุดท้ายตามแนวคิดของ Marxist ในแบบแนวคิดทฤษฎีวิภาษวิธีวัถตุนิยมทางประวัติศาสตร์ (Dialectical in Historical-Materialism) โดยสังคมนี้จะเป็นสังคมที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไร้ชนชั้น และไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว ทุกคนทำตามหน้าที่จริง ๆ และเอาผลผลิตที่ได้มาแบ่งปันกัน ความเป็นจริงในเรื่อง Wayward Pines นั้นยังมีชนชั้นอยู่คือชาวเมืองกับพวกด็อกเตอร์ที่เป็นชนชั้นปกครอง ลึก ๆ แล้วทุกคนต่างหวาดกลัวและไม่ได้มีความสุขจริง ๆ ชาวเมืองทุกคนต้องลืมและห้ามพูดถึงเรื่องในอดีตของตัวเองและทำงานตามที่ได้รับมอบหมายไปวัน ๆ ความจริงที่แอบแฝงเอาไว้คือพวกชาวเมืองจะต้องสร้างสังคมที่ดีให้กับเด็ก ๆ ที่จะเป็นเมล็ดพันธุ์ในอนาคต
![]() |
| Welcome to Wayward Pines |
Planting the fascism seeds
จากสังคมอุดมคติในแบบ Utopia ตามที่เจ้าด็อกเตอร์เดวิดคาดหวังเอาไว้กลับกลายเป็นสังคมในรูปแบบกึ่ง Communist-Fascism เหตุผลนั้นมาจากแบบแผนที่ชาตินิยม Fascist เก่า ๆ ทำกันทั่วโลกคือการ Propaganda และการทุ่มเทสร้างอัตลักษณ์ให้กับผู้นำของตัวเอง โดยเราจะไม่วิพากษ์การเมืองกันในบทความนี้ แต่เท่าที่เข้าใจได้จากเรื่องนี้คือการที่เด็กทุกคนที่เป็นเมล็ดพันธุ์แรก (First Generation) ในเมืองจะได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Wayward Pines Academy พวกเขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของ Abbies ประวัติศาสตร์การก่อตั้งเมือง แถมโรงเรียนนี้ยังให้นัก Hypnotherapist มาเป็นอาจารย์อีกด้วย มันก็เลยกลายเป็นล้างสมองเด็ก ๆ ผ่านสถาบันการศึกษา (Socialization in Educational Insitution) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานบันทางสังคมหลัก ๆ ที่ใช้ในการขัดเกลาทางสังคมให้กับสมาชิกใหม่ในสังคม ให้เข้าใจเหตุผลของการสร้างเมือง การลักพาตัวและอุดมการณ์ต่าง ๆ ของด็อกเตอร์เดวิด พิลเชอร์นั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากพวกผู้ใหญ่ที่จะไม่ได้รับรู้เรื่องพวกนี้เลย เนื่องจากด็อกเตอร์เดวิดมีความเชื่อว่าผู้ใหญ่นั้นผ่านโลกมาเยอะ แข็งกระด้างและต่อต้านทุกสิ่ง ไม้อ่อนย่อมดัดง่ายกว่าไม้แก่เสมอ
ผลลัพท์จะเห็นได้ชัดขึ้นใน Seansons 2 ที่เป็นเรื่องหลังจากเมือง Wayward Pines โดนพวก Abbies ถล่มทำลาย (ในเรื่องใช้คำว่า Invasion Day) และผู้ใหญ่ก็ถูกเด็กกลุ่มที่ได้รับการปลูกฝังจากโรงเรียนมาเป็นผู้นำเมือง เวลาเจอปัญหาอะไรก็จะอ้างถึงและทำตามรอยอุดมการณ์ของด็อกเตอร์เดวิด ไร้ตรรกะและเหตุ (Irrational) สุดท้ายก็โดนพวก Abbies บุกมาอีกรอบ ผลจากความคิดของด็อกเตอร์เดวิด พิลเชอร์ สู่การลงมือทำ และผลลัพท์ผ่านตัวเด็กวัยรุ่นในเมืองที่ออกมานั้น Wayward Pines ไม่ได้เป็น Utopia แต่กลายเป็น Dystopia ที่ผู้คนต่างหวาดกลัวกันนั่นเอง
![]() |
| นักเรียนโรงเรียน วว.พ.อ (เวย์เวิร์ด ไพน์ อคาเดมี) |
บทสรุป
ผมไม่แน่ใจว่าบทสรุปสุดท้ายของเรื่องนั้นเป็นอย่างไร เนื่องจาก Wayward Pines นั้นเป็นซีรี่ย์ที่สร้างจากหนังสือเรื่อง Waward Pines Trilogy ของ Blake Crouch (ซึ่งไม่เคยอ่าน) และตัวซีรี่ย์เองนั้นถูกแคนเซิลแค่ Seasons 2 เท่านั้น ส่วนตัวผมเองแล้วความสนุกอยู่ที่ Seasons 1 สำหรับคนที่ไม่ได้อ่าน Spoil (ซึ่งอ่านมาหมดแล้ว) จะค่อย ๆ ร้องอ้าว เพราะตัวซีรี่ย์จะไม่ได้เฉลยทีเดียวทั้งหมดและทิ้งประเด็นเอาไว้ให้อ้าวทุก ๆ ตอนท้ายของเรื่อง แต่ใน Seasons 2 นั้นกลับเน้นไปทางด้านดราม่าของผู้ใหญ่ และความงี่เง่าของกลุ่มเด็ก ๆ เนื้อเรื่องดำเนินแบบค่อยเป็นค่อยไปจนถึงขั้นช้า ไม่มีจุดพีค จุดอ้าวน้อยกว่า seasons แรกอยู่มากจนทำให้น่าเบื่อและไม่น่าติดตาม แต่โดยทั่วไปแล้ว ผมชอบบรรยากาศของเมือง Wayward Pines ที่ดูเงียบและกดดันไปพร้อมกัน ความสวยของภาพและรายละเอียดของเมืองที่เหมือนพาทุกคนย้อนกลับไปในช่วงปียุค 90s - 20s รถรุ่นเก่า ไม่มีโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ท สเหน่ห์ของเรื่องอยู่ตรงที่มันจะค่อย ๆ เผยถึงความลึกลับทีละนิดจนอึดอัดใจ
"Work Hard, Be Happy, Enjoy life in Wayward Pines"
คำขวัญของเมือง Wayward Pines
คำขวัญของเมือง Wayward Pines






Comments
Post a Comment